.
หนาวที่ผ่านมาผมและชบาตั้งใจปลีกตัวออกจากสวนไปพักผ่อน
หลังจากทำงานหนักมาตลอดฤดูฝนผมเลือกมาเยี่ยมเยียน สู่แดนดิน คงคาสุริยฉาย
มิตรสหายที่รู้จักกันมานานที่นาทูรี ป่าพะโต๊ะ จ.ชุมพร
ทั้งถือโอกาสแวะเยี่ยมบ้านเก่า รำลึกอดีตในวัยหนุ่ม
ที่เคยแบกจอบขุดดิน เล่นน้ำ และสอนเด็กอยู่แถวนี้หลายปี
.
.
.
สู่แดนดิน หรือที่ผมมักเรียกติดปากว่า พี่โท
ด้วยความสนิทสนมเป็นหนุ่มโสด ผมยาว สวมแว่นสายตา
ชอบใส่เสื้อผ้าฝ้ายกางเกงม่อฮ่อมกับรองเท้าแตะ
(บ่อยครั้งที่เขาไปปรากฎตัวอยู่แถวธรรมศาสตร์หรือจตุจักรก็กับชุดเก่งนี้แหละ)
แม้จะเป็นคนจริงจังชัดเจนซึ่งผมดูเอาจากสิ่งที่เขาคิดและวิถีที่เขาเลือกเดิน
แต่ภายนอกเขาเป็นคนอารมณ์ดี คุยสนุกและเป็นกันเอง

ผมรู้จักสู่แดนดินที่นั่น ตอนนั้นเราอยู่ใกล้กัน ห่างกันราวสิบห้านาทีเดิน
ผมอยู่บ้านสวนเด็กหรือบ้านดีดี้
(ชื่อนักบวชหญิงฝรั่งในศาสนาหนึ่งจากอินเดีย ที่มาทำโครงการดูแลเด็กเร่ร่อนที่นั่น)
ส่วนเขาอยู่นาทูรี ได้ยินครั้งแรกผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นภาษาอะไร
จนเมื่อได้ไปและเห็นป้ายหน้าสวนเขียนไว้ว่า Nature จึงได้รู้ว่า นาทูรีก็คือ ธรรมชาติ
(Nature ฝรั่งอ่าน เนเจอร์ แต่ที่นั่นอ่านแยกคำใหม่เป็น นาทูรี).
เราทั้งสองต่างมาจากเมืองในเวลาไล่เลี่ยกันมีเหตุผล ที่มา และเรื่องราวต่างกัน
แต่จุดประสงค์และความเชื่อไม่ต่างกันนัก
ผมทิ้งมหาวิทยาลัยไว้ข้างหลัง มาเป็นอาสาสมัครในโครงการบ้านสวนเด็ก
สนใจเกษตรอินทรีย์ ธรรมชาติ และการภาวนา
จึงมาปลูกผัก ทำนา ทำสวน ใช้ชีวิตในป่าฝน อยู่ กิน เล่นด้วยกันกับเด็กๆอีกราวยี่สิบคน
ส่วนเขา อยู่ในกลุ่มเสียงนกเสียงกา ซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวแสวงหา
ที่ติดตามดนตรีและการแสดงของ พี่จีวัน
นักดนตรีเพลงใต้ดินเพื่อชีวิต แนวธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
(จำได้ว่าสมัยนั้นพี่จีวันแสดงคอนเสิร์ตนับสิบครั้ง
ผมเคยไปอยู่บ้างทั้งที่ราชดำเนินกับที่มูลนิธิพลตรีจำลองแถวรามคำแหง)
....จนรวมตัวเป็นกลุ่มเล็กๆ
ทำงานรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านงานศิลปะและดนตรีอยู่ในเมือง
จนสุดท้ายก็มาตั้งนาทูรี
เพราะเชื่อว่าต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง จึงมาอยู่ป่า
ที่จริงเราไม่ได้เจอกันบ่อยนัก กระนั้นผมก็รู้สึกสนิทสนมด้วย แม้จะรู้ตัวเมื่อปลายช่วงชีวิตที่นั่น
คุยกันแลกเปลี่ยนกันได้นานๆ
แม้เรื่องลึกๆ เจอกันแต่ละที มีเรื่องคุยเล่ากันดึกดื่นค่อนคืน
เป็นเรื่องแปลก ที่นอกจากเขาแล้ว ยังมีคนหนุ่มคนสาว
จนถึงคนรุ่นคุณลุงคุณป้าอีกหลายคนที่ต่างทิ้งเมืองไปอยู่และพบเจอกันที่นั่น
และผมเชื่อว่าอาจเป็นเพราะมิตรภาพในป่าที่ทุกคนไม่มีผลประโยชน์
เคลือบแฝงไม่มีเรื่องที่ใครต้องหลอกเอาอะไรจากใคร
ถึงรู้จักคบหากันไม่นาน
สั้นบ้าง ยาวบ้าง ตามจังหวะชีวิตของแต่ละคนที่ต้องแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเอง
แต่เราก็คบกันยืนยาวจนถึงทุกวันนี้
. .

. ..
ผมกลับไปครั้งนี้ ทุกอย่างดูเกือบจะเหมือนเดิมทั้งป่าเบื้องหน้า
และแม่น้ำพะโต๊ะ กระทั่งกลิ่นหอมชื้นๆ ของป่าฝนที่ผมรักและคุ้นเคย
กลิ่นป่าพะโต๊ะที่เคยหายใจเข้าไป เป็นเนื้อเป็นตัวผมกว่าสามปี
(ผมบอกได้ว่าป่านี้มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนที่ไหนๆ ที่เคยไปมา)
วันนี้ สู่แดนดินก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น
ยังคงนิ่งและมั่นคงกับสิ่งที่เขาเชื่อและเลือกไว้แล้ว
เขาใช้เวลาไปกับการวาดรูป เขียนเพลง เล่นดนตรี และปลูกผักอยู่เหมือนเดิม
.
.

.
แม้เขาไม่ใช่ผู้เก่งกล้าที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่คนดีเด่นที่สังคมยกย่อง
แต่การยืนหยัดท้าทายกระแสหลักภายใต้แรงเสียดทาน
จากสังคมรอบข้างอันยั่วเย้า ที่มีอามิสสุขเป็นเครื่องหลอกล่อ
และให้ความฟุ้งเฟ้อสุขสบายเป็นรางวัลกับผู้สวามิภักดิ์
ดำเนินชีวิตอย่างสันโดษ เรียบง่ายเยี่ยงนี้กว่าสิบปีนั้น
กลับจะหาได้ยากกว่าแล้วในปัจจุบัน
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า
แม้สู่แดนดินได้ปรับตัวเข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ที่นั่นมานาน
แต่ด้วยความเป็นคนที่เกิด โตและถูกฝึกมาจากในเมือง
(อย่างน้อยก็จนจบมหา'ลัย)
ยังไงเสียก็ถือว่าเขาอ่อนด้อยกว่าลูกป่าลูกดอย
โดยกำเนิดแทบจะในทุกกรณี ไม่ว่าด้านพละกำลัง
ความอึด ความเร็วและทักษะในการทำงาน
รวมทั้งสัญชาติญาณป่า การหากินและเอาตัวรอด
พูดกันตรงๆ
ถ้าต้องไปทำงานแบบที่ชาวบ้านทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ
ทั้งผมและเขารู้ว่าไปไม่รอด แต่ใช่ว่า รักจะอยู่ป่า อยากอยู่ในชนบท
ต้องเป็นเกษตรกรทำสวนทำไร่เท่านั้นหรือ
ชีวิตน่าจะยืดหยุ่นและมีทางเลือกมากกว่านั้น
ทำอย่างไร ถ้าหากต้องการอยู่กับธรรมชาติ
ตื่นเช้ามาในที่อากาศดี เงียบสงบ
แต่ไม่มีแรง ใจไม่รักเป็นเกษตรกร
อยากทำอย่างอื่นที่ชอบและถนัดกว่า หาเลี้ยงปากท้องได้
และที่สำคัญ มีความสุขไปกับมัน
สู่แดนดินก็เช่นกัน ต้องหาความลงตัวนั้น
ปัจจุบันผมออกมาแล้ว โครงการที่ผมเคยทำก็ปิดลง
เสียงนกเสียงกาแตกซัดกระจัดกระจายไปแทบจะเรียกได้ว่านาทูรีเหลือพี่โทอยู่คนเดียว
มีโอกาสคุยกันครั้งหนึ่งถึงเรื่องนาทูรี
และเสียงนกเสียงกาที่เปลี่ยนแปลงไป
ผมจำได้แม่น ถึงน้ำเสียงชัดเจนมุ่งมั่นของเขา
"ใครไม่อยู่ไม่เป็นไร แต่ผมอยู่
บางทีคนที่อยู่ไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าอยู่ไปทำไม
แต่ผมรู้ ... ว่าผมอยู่ไปทำไม"
เรื่องเล็กๆนี้ ยิ่งใหญ่เพียงพอที่ทำให้ผมแอบนับถือเขาอยู่ในใจ
.

นาทูรีวันนี้ ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนหากใครกำลังคิดออกจากกระแสหลัก
หาทางเลือกอื่นให้ชีวิต แต่ยังไม่กล้าไม่แน่ใจ
อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์
หรือไปทดลองใช้ชีวิตอยู่ดูก่อนหรือแม้แค่อยากหาสถานที่พักผ่อน
หลีกลี้จากความอึกทึกวุ่นวายจากเมืองใหญ่
นาทูรีเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
หากแต่ต้องยอมรับและเคารพในเงื่อนไขบางประการของสถานที่
เช่น เหล้า บุหรี่ที่ไม่ควรนำไป และกินมังสวิรัติได้
เนื่องจากไม่ใช่เกสต์เฮาส์หรือรีสอร์ต
สู่แดนดิน ไม่ตั้งราคา ไม่เรียกร้องคิดค่าใช้จ่าย
แม้ตัวจะไม่มีรายได้หลักประจำจากอะไร
หากแต่ใครอยากสนับสนุนชีวิตทางเลือกของเขาก็สามารถบริจาค
หยอดกล่องได้ตามศรัทธาและกำลังทรัพย์
ใครสนใจติดต่อเอาเองที่
นาทูรีสถาน 1/1 หมู่7
ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ
จ.ชุมพร 86180
โทรศัพท์ใช้การต่อเสาขึ้นสูงดึงสัญญาณ
แม้ไม่แน่นอนแต่ก็พอใช้การได้ 084-8525051
ที่นาทูรี หัวใจหลักที่ใช้เป็นแนวทางดำเนินชีวิตมีอยู่สามเรื่อง คือ
ศาสนา ศิลปะ ธรรมชาติแสดงผ่านการงาน
และรูปแบบชีวิตที่ชัดเจนในแต่ละวัน
ที่นาทูรี ถือศีลห้า ไม่กินเนื้อสัตว์
ทำงานศิลปะ เล่นดนตรี ปลูกผักกินเอง และรักษาป่า
สู่แดนดิน ได้เคยบอกเล่าเรื่องราวของนาทูรี
เขียนผ่านร้อยกรอง ซึ่งผมขอคัดลอกมานี้เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น
"หุงข้าวด้วยไม้ฟืน
ในค่ำคืนจุดแสงเทียน
ฟ้าดินได้รู้เรียน
ขอขีดเขียนเส้นทางดาว
กระท่อมฝันในป่าฝน
ฝันของคนหนุ่มและสาว
ลำธารไหลทอดยาว
เมฆหมอกขาวอิงแอบฟ้า
กวี เพลง บรรเลงพร่ำ
ศิลป์ ศาสน์ ธรรม นำรักษา
ร่ำร้องจากนกกา
ดินแดนป่านาทูรี"
สู่แดนดิน คงคาสุริยะฉาย
ช่วงนี้ต้นไม้พรรณพืชต่างๆ
เริ่มทยอยออกดอกทิ้งเมล็ดกันบ้างแล้วแถวบ้านใครมีเมล็ดอะไร
หรือไปเที่ยวไปไหนเจอะเมล็ดอะไรร่วงหล่น
อยากให้มาโตงอกเงยที่นี่บ้าง
ส่งมาให้เราได้ที่
7 หมู่ 11 ต.ห้วยสัตว์ใหญ่
อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 77110
เรากำลังรวบรวมเมล็ดไม้ต่างๆ เพื่อนำมาเพาะ
และปลูกในหน้าฝนที่จะถึงนี้
(เป็นเมล็ดอะไรก็ได้ ไม้ป่า ไม้ยืนต้นตามท้องถิ่นหรืออื่นๆ
ที่คิดว่าเป็นประโยชน์และเขียนชื่อแหล่งที่มา เก็บจากไหนและลักษณะสัณฐานเบื้องต้น
และเกร็ดเล็กน้อยที่ควรรู้แนบมาด้วย)
น่าสนใจมากเลยครับ มีบางช่วงเวลาที่อยากหลีกเล้นกายออกจากสัมคมเมืองที่วุ่นวาย สู่ธรรมชาติอันสงบเย็น 
#1 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-03-05 22:31